จากรากเหง้า สู่เรื่องราวที่ยังมีลมหายใจ
ก่อนกาแฟแก้วแรกจะถูกชง ก่อนเสียงพูดคุยจะดังในห้องไม้หลังนี้
ที่นี่เคยเป็น “บ้าน” มาเกือบหนึ่งศตวรรษบ้านไม้สักทั้งหลังกลางย่านตลาดเก่าตะกั่วป่า ที่ผ่านมือผู้คนหลายรุ่น ผ่านยุครุ่งเรืองของเมืองเหมืองแร่ดีบุก และยังคงยืนเล่าเรื่องของมันเงียบ ๆ จนถึงวันนี้
ขุนเกษมธนสาร (ขาว ศุขเกษม) ต้นตระกูลแห่งบ้านนี้
รองอำมาตย์ตรี ขุนเกษมธนสาร นามเดิม ขาว ศุขเกษม บุตรนายเงิน ศุขเกษม เกิดเมื่อ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๒๖ ท่านรับราชการ ในจังหวัดตะกั่วป่ามาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๕ ในกรมการด้านอากรและสรรพากร เป็นปลัดอำเภอ และนายตรวจสรรพากรจังหวัด กระทั่ง พ.ศ. ๒๔๖๖ ได้รับพระราชทาน บรรดาศักดิ์เป็น “ขุนเกษมธนสาร” และยศรองอำมาตย์ตรี สังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ก่อนถึงแก่กรรมเมื่อ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐
— อ้างอิงประวัติย่อจากราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. ๒๔๗๐
เรือนไม้ของตระกูลศุขเกษม
บ้านไม้สักหลังนี้คือเรือนของตระกูล ศุขเกษม / สุขเกษม ที่สืบสานต่อจากต้นตระกูล บนรั้วหน้าบ้านยังปรากฏตัวอักษรจารึกไว้ว่า “สุขเกษม ๒๔๗๕” ร่องรอยที่บอกอายุของบ้านไว้เกือบหนึ่งร้อยปี ท่ามกลางย่านตลาดเก่าที่เคยคึกคัก ด้วยการค้าและเหมืองแร่ดีบุก
ตาศรีพรม กับน้ำใจที่ฝากไว้ให้เมือง
บ้านตกทอดมาสู่รุ่นลูก จนถึงคุณ ศรีพรม หรือที่คนในตลาดเรียกกันติดปากว่า “ตาศรีพรม” ผู้ซึ่งได้บริจาคที่ดินบางส่วนของครอบครัวให้แก่โรงเรียนในย่านบ้านศรี เป็นมรดกแห่งน้ำใจที่ยังหล่อเลี้ยงชุมชนมาจนถึงทุกวันนี้
จากบ้านเก่า สู่ความตั้งใจใหม่
กาลเวลาพาบ้านหลังนี้ส่งต่อมายังรุ่นหลาน ก่อนที่เจ้าของปัจจุบันจะรับช่วงดูแลต่อ เดิมตั้งใจจะรักษาเรือนไม้เดิม ๆ ในกลิ่นอายแบบเชียงคาน ทำเป็นที่พักให้นักเดินทางได้สัมผัสบ้านเก่า แต่ด้วยจังหวะของชีวิต เรื่องราวกลับค่อย ๆ พาทุกอย่างไปอีกทาง
ศิวรา คาเฟ่ — เรื่องราวยังดำเนินต่อ
บ้านหลังเดิมได้รับการดูแลด้วยความเคารพ และเติมเต็มด้วยความตั้งใจ จนกลายมาเป็น “ศิวรา คาเฟ่” พื้นที่ที่เปิดประตูให้ทุกคนเข้ามานั่งพัก จิบกาแฟ และเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าเมืองเก่าตะกั่วป่า… ตลอดไป

